นั่งรถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างท่องเที่ยววิถีชุมชนรอบปากน้ำประแส จ.ระยอง

วันที่ : 2023.06.12

 

คราวนี้มาพักที่ "มาหาสมุทร โฮมสเตย์" ที่อยู่ที่ปากน้ำประแส และเมื่อมาถึงที่แล้ว เราก็นั่งรถเที่ยวชุมชนรอบปากน้ำประแสกัน วันถัดมาก็นัดพี่ที่พาเที่ยวชุมชน ตั้งแต่ 07.00 โมงเช้า ราคาเหมาอยู่ที่ 200 บาท พี่เค้าจะพาไปสถานที่เที่ยวรอบๆปากน้ำประแส 

 

ตอนเช้าเราก็อาบน้ำแต่งตัว พี่เค้าก็มารอรับหน้าที่พักตรงเวลามาก 07.00 น. ก็มาแล้ว และนี่คือรถที่เราจะนั่งไปเที่ยวกัน ทั้งหมด 6 จุด 

 

จุดแรก คือ ชุมชนปากน้ำประแส วันที่เราไปเที่ยวกันเป็นวันอาทิตย์ ค่อนข้างเงียบ (แต่วันเสาร์ก็เงียบนะ) แต่ข้างในชุมชนจะมีตลาดเช้า ก็เดินไปเที่ยวได้เหมือนกัน 

ก่อนออกเดินทางเที่ยวชุมชน เรามาดูเรื่อง “ประแส” หรือ “ประแสร์” กัน เวลาเดินในชุมชนนี้จะเจอคำว่าประแสทั้งแบบ มี และ ไม่มี “ร์” ก็สงสัยว่าทำไมเป็นอย่างนั้นก็เลยถามคนที่นั่นประกอบกับหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ข้อมูลมาว่า คำว่า “ประแส” น่าจะไม่ใช่คำไทยเพราะไม่มีในพจนานุกรม สืบกลับไปคาดว่า ประแส เพี้ยนมาจากคำว่า “พรีแซร์” หรือ “ปรีแซร์” หมายถึงทุ่งนาหรือที่ดินที่ถางแล้วไว้ใช้ปลูกข้าว คำว่าประแสร์ที่เพี้ยนมาจากคำนี้เลยมี “ร์”

ส่วนประวัติอีกส่วนหนึ่งคือเนื่องจากคำว่าประแสไม่มีในพจนานุกรม ไม่รู้ความหมายราชการจึงให้เปลี่ยนชื่อเรียกจาก “ประแส” เป็น “กระแส” ซึ่งหมายถึงกระแสน้ำ แต่ชาวบ้านก็ยังใช้ประแสอยู่เหมือนเดิมรวมถึงสถานที่ราชการบางแห่งก็ยังใช้คำเดิมอยู่คำว่ากระแสก็เลยหายไป

 

 

 

 

ภายในชุมชนประแส ก็จะมีพิพิธภัณฑ์ บ้านหลังนี้ชื่อบ้านทรัพย์เจริญเป็นบ้านเก่าที่สร้างตามแบบที่เรียกว่า “ไชนีส ประแส” ซึ่งเป็นบ้านลูกผสมจีน ไทย และบ้านแบบชาวประมงไว้ด้วยกัน เช่นเป็นบ้านเรือนสูงมีระเบียงไว้รับลมชมวิว

 

 ภายในบ้านมีรูปแลสิ่งของวางไว้ให้ชมประมาณหนึ่งแต่ไม่มีคนให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมต้องอ่านและทำความเข้าใจเอาเองเลยอาจจะขาดรายละเอียดบางอย่างไป

 

 

เรารู้สึกได้ว่าที่นี่เป็นแค่ชุมชนริมน้ำชุมชนหนึ่ง ไม่รู้สึกถึงความเป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่เหมือนอัมพวา เชียงคาน หรือปาย ผู้คนใช้ชีวิตตามปกติ มีตลาดเล็กๆในตลาดมีโต๊ะสนุ๊ก คนหนุ่มคนแก่ไปรวมตัวกันอยู่ในนั้น แม่บ้านมาจับจ่ายซื้อของ เพียงแต่มันเป็นชุมชนธรรมดาที่จังหวัดมีการโปรโมทเป็นแหล่งท่องเที่ยว 

ก่อนหน้านี้ชุมชนนี้เป็นชุมชนชาวประมงธรรมดา แต่เมื่อทางการเข้มงวดกับการประมงและการใช้แรงงาน เรือที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะถูกทาสีส้มไว้เป็นสัญลักษณ์ทำให้เรือออกไปจับปลาไม่ได้ แต่เนื่องจากชุมชนนี้มีวิวที่สวยงามทำให้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว หน่วยงานราชการก็พยายามจะส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว บริษัทต่างๆมาทำ CSR ปักป้ายท่องเที่ยวเอาไว้หลายแห่ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆได้รับความนิยมน้อยลง จากที่เคยมีที่พักหลายแห่งก็เหลืออยู่ไม่กี่แห่ง ทุกวันนี้ยังมีนักท่องเที่ยวมาอยู่แต่อาจจะไม่คับคั่งแบบเมื่อก่อน

จุดที่ 2 : ศาลเจ้าพ่อประแส เป็นจุดที่เราขอพี่ไกด์เพิ่มให้ ทางเข้าค่อนข้างแคบ เข้าตรอกซอกซอยเยอะมากกว่าจะถืง

 

ศาลเจ้าขนาดไม่ใหญ่โต เป็นตึกเล็กๆหลังเดียวงานประดับเป็นแบบปูนปั้นระบายสี ซึ่งคนพื้นที่จะเรียกกันว่า "ศาลเจ้าพ่อหัวโขด" ส่วนมังกรคู่และกิเลนคู่เป็นการนำกระเบื้องเคลือบมาติดเป็นลวดลายตามแบบ “เชี่ยนฉือ” ของช่างจีนตอนใต้ ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่นับถือของชาวบ้านแถบนี้ ชาวบ้านเคยบอกว่าชุมชนนี้ไม่เคยเกิดไฟไหม้ใหญ่เลย อาจจะไหม้บ้างหลังสองหลังแต่จะไม่ค่อยลาม ก็แปลกดีทั้งๆที่เป็นชุมชนที่บ้านติดกันพอสมควรเลย

 

 

จุดที่ 3: ทุ่งโปรงทอง เป็นที่เที่ยวยอดนิยม ที่ใครมาที่ประแสจะต้องมาเที่ยวกัน เราไปที่นี่แต่เช้า อากาศไม่ร้อนคนไม่เยอะมาก ภาพคุ้นตาของทุ่งโปรงทองคงเป็นทางเดินที่ทอดยาวไปตามทุ่งสีทองขนาดใหญ่เหมือนเราเดินอยู่บนยอดไม้ ป่าชายเลน 3 แห่งในประเทศไทยที่เป็นแบบนี้ ทุ่งโปรงทองแห่งนี้ ป่าชายเลนบนเกาะช้าง และป่าชายเลนที่ปราณบุรี

 

พอลงรถแล้วก็ต้องเดินผ่านป่าชายเลนกันไปก่อน ประมาณ 100 เมตร ก่อนจะถึงทุ่งโปรงทอง 

 

 

 จากทางเข้าเดินไปไม่ไกลก็โผล่ออกมาตรงทุ่งกว้าง ขนาดของทุ่งใหญ่กว้าง ดูสุดตา แดดเช้าทำให้ทุ่งโปรงทองดูเป็นสีเหลืองทองตามชื่อ สวยมากๆ 

 

 

 

 

การเที่ยวทุ่งโปรงทองสามารถทำได้หลายวิธี จะเดินไปชมทุ่งโปรงทองแล้วกลับออกมาก็ได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง หรือ ขึ้นอยู่กับเวลาในการถ่ายรูป หรือ ถ้าชอบเดินชมธรรมชาติก็มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติยาวประมาณ 2 กม.ไปทะลุที่เรือรบหลวงประแส หรือ นั่งเรือชมธรรมชาติ โดยเรือจะพาไปศาลเจ้าพ่อแสมผู้และอาจจะพาไปบ้าน 100 ปีด้วย

จุดที่ 4: อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญของราชนาวีไทย เรือนี้เป็นเรือหลวงประแสลำที่ 2 ที่ทำภารกิจในสงครามเกาหลี ทำหน้าที่ลาดตะเวนปิดอ่าว คุ้มกันเรือลำเลียง เรือบรรทุกน้ำมัน เรือกวาดทุ่นระเบิด โดยทำภาระกิจเหล่านี้นาน 2 ปีกว่า ก่อนเดินทางกลับไทย

 

 

เรือรบประแสปลดระวางเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2543 และหลังจากนั้นทางเทศบาลตำบลปากน้ำประแสก็ประสานงานกับกองทัพเรือ จัดสร้างอนุสรณ์เรือหลวงประแสขึ้น

ที่นี่ไม่มีค่าเข้าชม เดินขึ้นเรือไปชมบนเรือกันได้เลย 

 

สภาพของเรือก็เก่า แต่ยังสะอาดสะอ้าน อย่างไรก็ตามก็ต้องปฎิบัติตามกฎของการขึ้นชมเรือ ที่ติดไว้ตอนทางขึ้น เพื่อความปลอดภัยนะ

 

 

 

และบริเวณเรือรบประแส จะมีรูปปั้นพยูนตั้งตะหง่านกลางแดดจ้า สอบถามได้ความว่าเมื่อนานมาแล้วเมื่อก่อนเคยพบพะยูนในทะเลแถวระยองและจันทบุรีโดยพบครั้งสุดท้ายประมาณปีพ.ศ. 2540 แต่ปัจจุบันไม่ค่อยเจอแล้ว 

 

ส่วนถ้าเดินไปทางทะเลก็มีประภาคารสีขาวตัดกับฟ้าสีฟ้าสดสวยมาก ใครไม่กลัวแดดก็เดินไปถ่ายรูปกับประภาคาร ได้รูปสวยๆกลับมาแน่นอน

 

จุดที่ 5: วัดตะเคียนงาม จุดเด่นของวัดนี้ คือ "ต้นตะเคียนคู่" ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่า "ต้นตะเคียนเจ้าแม่และต้นตะเคียนเจ้าพ่อ" ที่มีอายุ 300-500 ปี แต่ภาพนี้ไม่ใช่ต้นตะเคียนทั้งต้นนะ แต่เป็นแค่กิ่งของต้นตะเคียนที่หักลงมาเท่านั้น

 

ต้นตะเคียนต้นนี้ ต้นตะเคียนแม่ อายุกว่า 500 ปี ซึ่งมีขนาดใหญ่และสูงมากๆ โดยต้นตะเคียนแม่จะมีลักษณะเก็นกิ่งเดียวขึ้นไปและก่อนหน้านั้นเชื่อกันว่า จุดนี้เคยมีโอ่งใส่น้ำไว้ให้ ผู้สัญจรไปมาดื่มกินแต่ต่อมาได้แตกรากคลุมโอ่งน้ำไว้ภายใน

 

ต้นตะเคียนเจ้าพ่อ มีลักษณะเป็นพุ่มกว้าง อายุกว่า 300 ปี

 

จุดที่ 6: ศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพร ศาลตั้งอยู่ริมแม่น้ำประแส เป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.9) ทรงประกอบพิธิประดิษฐานพระบรมรูปพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 

 

ภายในประดิษฐานรูปหล่อพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพไทย ขนาดเท่าองค์จริง

สำหรับเราคิดว่า ชุมชนปากน้ำประแสเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่ครบเครื่องอยู่ ที่พักบรรยากาศดี มีวิวที่สวยงาม สถานที่ท่องเที่ยว มีทั้งเชิงธรรมชาติและประวัติศาสตร์และอยู่ในระยะที่ไม่ไกลมาก มีรถสามล้อนำเที่ยวอำนวยความสะดวก

smile ใครอยากมาเที่ยวขอแนะนำวิธีการเที่ยวเป็นแบบ 2 วัน 1 คืน วันแรกมาถึงประมาณเที่ยงหรือบ่ายหาอะไรทานเข้าที่พัก ตอนเย็นนั่งแพไปชมเหยี่ยวแดง เช้าวันรุ่งขึ้นนั่งรถสามล้อเที่ยวเหมือนเรา เที่ยวจนครบกลับมาสายๆพักผ่อนเสียหน่อย เก็บของแล้วค่อยเดินทางกลับ ลองไปเที่ยวดู ค่อยๆเที่ยว ค่อยๆเดิน ปล่อยให้กระแสของประแสพาไป